งานนี้ต้องสืบ ‘อดีตศิษย์’ เล่าวีรกรรม ‘อ.น้องไนซ์’ เรียกคนไม่ศรัทธาว่า “มาร”

Author:

อดีตผู้ศรัทธา อาจารย์น้องไนซ์ เล่าความผิดปกติ ถูกลบจากโอเพนแชท หลังตั้งคำถาม หวั่นเรื่องธุรกิจ

อาจารย์น้องไนซ์: ทำไมคนไทยกราบไหว้เด็ก 8 ขวบ กับอิทธิพลโซเชียลมีเดียต่อการกำเนิดกลุ่ม "บูชาเด็ก" - BBC News ไทย

จากกรณีโซเชียลวิจารณ์สนั่น “อาจารย์น้องไนซ์” เด็ก 8 ขวบ อ้างเป็นร่างอวตารองค์เพชรภัทรนาคานาคราช สามารถเชื่อมจิตได้ สามารถหยั่งรู้เรื่องราวต่างๆ ทั้งในอดีต และอนาคต แค่เห็นแววตาคนก็จะรู้ได้ว่าใครมีกรรม หรือเคยเป็นนางฟ้ากลับชาติมาเกิดบ้าง โดยมีลูกศิษย์หลายพันคน และมีการตั้งกลุ่มในโอเพนแชท

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 31 ปี อดีตผู้ศรัทธาอาจารย์น้องไนซ์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวหลังจากโดนลบออกจากกลุ่มไลน์โอเพนแชท ระบุว่า ตนติดตาม อ.น้องไนซ์มาประมาณ 3 ปีแล้ว จากการที่เห็นคลิปแม่น้องไนซ์ได้อัพลงโซเชียล โดยในคลิปน้องมักจะนั่งสมาธิ สวดมนต์ เป็นความน่ารักของเด็กๆ ทั่วไป ตนจึงมีความสนใจและชื่นชมในตัวน้อง จึงได้เริ่มสนใจที่จะเข้าร่วมกลุ่มไลน์โอเพนแชทตั้งแต่ตอนนั้นเพื่อทำความรู้จักมากขึ้น

โดยปกติตนก็นับถือศาสนาพุทธอยู่แล้วและชอบเกี่ยวกับเรื่องนั่งสมาธิ วิปัสสนากรรมฐาน ก็เลยเกิดความอยากรู้ว่าเขาจะมาสอนนั่งสมาธิในรูปแบบใด เพราะปกติจะเป็นพระ หรือเกจิ ที่สอนอะไรพวกนี้ แต่นี้คือเด็กอายุ 8 ขวบ ตนจึงอยากเข้ากลุ่มเพราะอยากรู้ด้วย

อดีตแอดมินเพจ เปิดกลาง 'โหนกระแส' เทปเด็ก 8 ขวบ มีหมอดูอีกรายช่วยดูให้ เล่าสาเหตุยุติบทบาท | Thaiger ข่าวไทย

หลังจากที่ตนได้เข้าร่วมกลุ่มในตอนแรกเลย ก็จะเชิญชวนให้สมทบทุนก่อสร้างสถานปฏิบัติธรรม จัดซื้อที่ดิน งบประมาณ 15 ล้านบาท พร้อมสร้างรูปแบบสามมิติให้ดูว่าจะออกมาเป็นรูปแบบไหน ให้คนเข้าร่วมกองทุนละ 300 บาท แต่พอไปดูบัญชีผู้รับกลับเห็นว่าเป็นบัญชีบุคคลซึ่งเป็นของนายแพทย์คนหนึ่ง ที่เปิดคลินิกเป็นหมอเฉพาะทางด้านพัฒนาการเด็ก ไม่ใช่บัญชีองค์กรหรือมูลนิธิ

นอกจากนี้ในช่วงแรกก็เป็นการรับดูดวง แต่ใช้คำว่าวาระจิต โดยคนในกลุ่มจะถามคำถามประมาณว่าถ้าฝันแบบนี้หมายความว่าอย่างไร ก็จะเป็นแม่ของน้องที่มาตอบแทน แต่พอช่วงหลังมานี้แม่ของน้องมักจะทำบทความเรื่องที่น้องถอดจิตได้ น้องมีบุญกลับชาติมาเกิด น้องมีอภินิหารอะไรบ้าง แล้วก็ให้คนกลุ่มช่วยกันแชร์

ก็ทำแบบนี้มาเรื่อยๆ จนมาถึงกิจกรรมการเชื่อมจิต การสนทนาธรรม ที่เพิ่งจัดขึ้นครั้งล่าสุดในวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา แต่ตนไม่ได้เข้าร่วมเพราะเอะใจกับอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องการสอน และเรื่องการไปสนทนาธรรมแล้วต้องมีค่าใช้จ่าย ที่มีเป็นคอร์สๆ เริ่มต้น 1,900 บาท ที่จะได้แค่เบรก ไม่รวมค่าอื่นๆ แต่ละคอร์สก็จะเพิ่มขึ้นตามความสะดวกสบายเป็น 2,000 บาท สูงถึง 4,000 บาทต่อคน และใครอยากไปนอนค้างคืนแบบวีไอพี ก็ต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มอีก 1,200 บาท แต่ทั้งหมดนี้บัญชีรับเงินก็ยังเป็นบัญชีบุคคลอยู่

ซึ่งกลุ่มนี้ค่อนข้างที่จะมีกฎเยอะมากทั้งเรื่องการพิมพ์ จะต้องขออนุญาตพิมพ์ กราบเรียนก่อน และพิมพ์ชื่อ อ.น้องไนซ์ ให้ถูกต้อง ถ้าใครพิมพ์ไม่ถูกหรือเกิดมีคำถามอะไรก็จะโดนลบออกจากกลุ่มทันที และยังมีเรื่องของการโอนเงิน จะห้ามส่งสลิปเข้ากลุ่มห้ามแจ้งยอดต่างๆ ในกลุ่มเพราะจะมีไลน์แยกสำหรับการโอนอยู่แล้ว

จากการที่ตนอยู่ในกลุ่มมาพักใหญ่ ส่วนมากคนที่เป็นแม่มักจะมีบทบาท ชอบพิมพ์หรือพูดแทนลูก ก็มีอะไรให้ตนสงสัยหลายอย่าง ตนจึงได้แจ้งไปทาง “เป็นหนึ่ง” เพราะตนคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้แม่ของน้องอาจจะเป็นคนบงการทั้งหมด เพราะน้องแค่ 8 ขวบ จะสามารถทำอะไรอย่างนี้ได้เลยหรอ และเขาจะเรียกคนที่ไม่ศรัทธาหรือมีคำถามกับ อ.น้องไนซ์ ว่า “มาร”

และตอนนี้มันมีเรื่องของเงินเข้าไปเกี่ยวข้อง ถึงเขาจะโฆษณาว่าน้องไนซ์ไม่รับเงินจากมือ แต่ก็จะมีคนมารับแทนให้ แล้วก็จะสอดแทรกขายคอร์สอยู่ตลอด มีเรื่องของเงินจนตอนนี้ตนคิดว่ามันเป็นเรื่องธุรกิจไปแล้ว

โดยส่วนตัวตนไม่เคยได้เข้าร่วมกิจกรรมหรือโอนเงินไปเลย และโดนลบออกจากกลุ่มแล้วเพราะไปตั้งคำถามในกลุ่ม และไม่ได้คิดว่าน้องไนซ์แบบนี้จริงๆ หรือว่าหลอก แต่ตนคิดว่าน้องเขาอาจจะเกิดจากบทบาทสมมติที่น้องต้องอยู่แบบนี้ แต่ก็อยู่ที่ศรัทธาของแต่ละคน เพราะบางคนที่เชื่อก็มีหน้าที่การงานดี ฐานะดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องทั้งหมดนี้ตนสงสารเด็กมากที่สุดที่ต้องมาเป็นเครื่องมือ

ด้าน น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ ตัวแทนกลุ่มเป็นหนึ่ง ระบุว่า ตอนนี้ตนได้ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบไปที่สำนักนายกรัฐมนตรีและสำนักพุทธ และกำลังรอดูว่าอาจจะไปยื่นที่กองปราบเพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ของบุคคลที่กล่าวอ้างว่าเป็นศาสดาของพระพุทธเจ้า เพราะตอนนี้แม่น้องไนซ์และคนที่เป็นลูกศิษย์พยายามที่จะเบี่ยงประเด็น ตนก็เข้าใจว่าเรื่องของศรัทธาห้ามกันไม่ได้ แต่ตนกำลังมองว่า เขากำลังหาผลประโยชน์จากการศรัทธาของบุคคล หรือไม่เข้าข่าย ผิดกฎหมายหรือไม่ ที่กำลังตั้งข้อสงสัยและสังคมกำลังตั้งคำถามอยู่แค่นั้นเอง

ซึ่งหลังจากยื่นเรื่องไปแล้วก็ต้องอยู่ที่รัฐบาล เพราะว่าประชาชนแทบมีอำนาจในมือก็คงไม่ไปร้อง หน่วยงานที่มีอำนาจในมือถ้าคุณไม่ทำอะไร เลยหรือนิ่งเฉยศาสนาพุทธก็ยิ่งตกต่ำไปเรื่อยๆ และนี่เขาเอาศาสนามาหากินหรือไม่ก็ต้องไปตรวจสอบ อย่ามองว่าเป็นเรื่องของศรัทธาอย่างเดียว อย่างทำขนมพระยังจัดการได้ แต่นี่คือต้องนั่งสมาธิตามแบบฉบับของ อ.น้องไนซ์ ทำแบบคนอื่นไม่ได้เลยมันก็ผิดเพี้ยนแล้ว และฝากถึงคนที่จะฟ้องร้องตน ตนอยากให้พิจารณาใหม่ และได้ข่าวมาว่ากลุ่มที่สนับสนุนจะมีการไปยื่นที่พรรคเพื่อไทย แต่ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่และเรื่องอะไร

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *